รู้จักประมาณ

955282542

รู้จักประมาณ

ในหมู่มนุษย์และสัตว์ทุกจำพวก ต่างมีความปรารถนาต้องการความสุขด้วยกันทั้งนั้น โดยเฉพาะมนุษย์ซึ่งเป็นผู้มีสติปัญญาสูง มีความรู้ความสามารถมากกว่าสัตว์เหล่าอื่น เพราะว่ามนุษย์รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ดังนั้น จึงดิ้นรนแสวงหาความสุขให้แก่ตนเอง ความปรารถนาหาความสุขนั้นมีทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เมื่อใดมนุษย์แสวงหาความสุขอย่างไม่มีขอบเขต ปล่อยให้เป็นไปตามอำนาจของกิเลส ความทุกข์ความเดือดร้อนก็จะเกิดขึ้นทั้งแก่ตนและผู้อื่น เพราะเป็นการดิ้นรนเกินขอบเขต เกินประมาณที่พอดี

คำว่าประมาณ หมายถึง การกะ กำหนด คาดคะเน คาดหมาย ในการประมาณนั้น ท่านแสดงการประมาณไว้ 3 ประการด้วยกัน คือ 1.ประมาณในการแสวงหา 2.ประมาณในการรับ และ 3.ประมาณในการบริโภค

ประการที่ 1 ประมาณในการแสวงหา สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงลักษณะการแสวงหาไว้ 2 อย่าง คือ 1.การแสวงหาอย่างประเสริฐ ได้แก่ การแสวงหาทางดับความทุกข์ ทั้งที่เป็นทุกข์ประจำสังขาร หรือทุกข์อื่นใด ล้วนไม่เป็นที่พึงประสงค์ของใครๆ มนุษย์ทั้งหลายทั้งในอดีตและปัจจุบันจึงแสวงหาทางดับทุกข์เหล่านั้น ทางดับทุกข์ดับกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง พระบรมศาสดาทรงตรัสความจริงอย่างประเสริฐ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เมื่อดำเนินตามหลักความจริงนี้แล้ว ย่อมสามารถสลัดออกจากกองทุกข์ สละภพ สละชาติได้ คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกต่อไป การแสวงหาอย่างนี้เรียกว่า การแสวงหาอย่างประเสริฐ 2.การแสวงหาอย่างไม่ประเสริฐ ได้แก่ การแสวงหาที่เป็นไปตามคดีโลก เช่น การแสวงหาเกียรติยศ ลาภ สุข สรรเสริญ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของชาวโลก จึงมีการดิ้นรนแสวงหากันมาก ถ้าผู้ใดแสวงหาไม่รู้ประมาณ แสวงหาในทางที่ไม่ถูกต้อง ความทุกข์ ความเดือดร้อนก็จักเกิดมีแก่ผู้นั้น

ประการที่ 2 ประมาณในการรับ การรับเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ โดยเฉพาะในสิ่งที่น่าปรารถนา จะเห็นได้ว่าเมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก อยู่ในฐานะที่จะรับการอนุเคราะห์สงเคราะห์จากบิดามารดา แต่เมื่อเติบโตขึ้นมา มีการศึกษา มีงานทำแล้ว จะเป็นผู้รับฝ่ายเดียวดูจะไม่สมควร เพราะการคอยแบมือรับจากบิดามารดาอยู่ร่ำไปก็เป็นเด็กที่ไม่รู้จักโต ฉะนั้นจึงควรเป็นผู้รู้ประมาณในการรับ รู้ฐานะของตน การรู้จักความพอดี พอประมาณนั้น จะเป็นสื่อสร้างความนิยมชมชอบ เป็นที่เมตตาเอ็นดูของผู้ให้

ประการที่ 3 ประมาณในการบริโภค การรับประทานและการใช้สอยต้องรู้จักประมาณในการบริโภคใช้สอย การบริโภคอาหารนั้นไม่ควรมากหรือน้อยเกินไป คือควรกินอย่างพอประมาณ กินอย่างมีสติ ไม่มัวเมาในรสอาหาร ส่วนการใช้สอยทรัพย์ควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสูด โดยยึดหลักการเลี้ยงชีวิตพอสมควรแก่กำลังทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ไม่สุรุ่ยสุร่าย

ฉะนั้น ท่านสาธุชนทั้งหลายควรเป็นผู้รู้จักประมาณ คือความพอดี รู้ประมาณทั้งในการแสวงหา ทั้งในการรับ ทั้งในการบริโภคใช้สอย ให้พอดี พอเหมาะ พอควร ชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจในที่ทุกสถานในกาล ทุกเมื่อ

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

คุณสมบัติพลเมือง

70004602

คุณสมบัติพลเมือง

ชาวไทยทุกคนได้นามว่าเป็นพลเมือง อันหมายความว่าผู้เป็นกำลังของเมือง เมืองไทยจะทรงอยู่ได้ก็ต้องอาศัยชาวไทยทุกคนเป็นกำลังเป็นเรี่ยวแรงช่วยกันพยุงไว้ไม่ให้ล่มจม ชาวไทยทุกคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองของประเทศชาติและพระศาสนา ก็เพราะทำหน้าที่ของพลเมืองโดยสมบูรณ์ ทำตนให้พร้อมมูลด้วยคุณสมบัติ ของพลเมือง 3 ประการด้วยกันคือ 1.ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ 2.ความเป็นผู้มีเกียรติ 3.ความเป็นผู้มีไมตรีต่อกัน

ประการที่ 1 ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเฉพาะพัสดุ จำแนกออกเป็น 2 สิ่งคือ 1.ที่เป็นทรัพย์โดยตรง เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้สอย เป็นต้น จัดเป็นโภคทรัพย์ 2.สิ่งที่เป็นกลางสำหรับแลกเปลี่ยนโภคทรัพย์นั้น ได้แก่ เงินตรา เป็นต้น จัดเป็นธนทรัพย์ ทรัพย์เป็นกำลังในอันจะยังกิจ ที่จะพึงทำให้สำเร็จ ทั้งในส่วนของบุคคลและในส่วนของประเทศชาติ ในส่วนของบุคคล เช่น การเลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัว สงเคราะห์ญาติ มิตร ทำบุญทำทาน เป็นต้น ในส่วนของประเทศชาติ เช่น การบำรุงให้ประเทศชาติเจริญ เสียภาษีอากร เป็นต้น กิจเหล่านี้ต้องอาศัยทรัพย์เข้ามาอุดหนุนเป็นส่วนใหญ่ อีกอย่างหนึ่ง การที่เราจะได้ทรัพย์มานั้น สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสไว้ว่า ต้องเป็นคนขยัน ทำให้เหมาะเจาะแก่กาลเทศะ และความเป็นผู้เอาใจใส่ไม่ทอดธุระ ย่อมหาทรัพย์ได้

ประการที่ 2 ความเป็นผู้มีเกียรติ หมายความว่า การอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ ควรทำตนให้เป็นคนดี สมควรที่เขาจะพึงยกย่องนับถือ ถ้ายิ่งทำอุปการะให้แก่หมู่คณะด้วย ก็ยิ่งจะช่วยเพิ่มความนับถือของชุมชน นั้นจัดเป็นเกียรติ คือ ชื่อเสียงดี และเกียรตินั้นจะเกิดมีด้วยการดำเนินตนให้มีคุณสมบัติทัดเทียมกัน มีความเพียรหาเลี้ยงชีพของตนและครอบครัว มีสติรู้จักระมัดระวังรอบด้าน สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสว่า คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ จะเห็นได้ว่า ผู้มีความซื่อสัตย์ มีวาจาเชื่อถือได้ ให้ปฏิญญาแก่ใครแล้ว ไม่กลับคำเสีย ไม่คิดร้ายต่อพวกพ้องและแผ่นดินถิ่นที่อยู่อาศัย บุคคลเช่นนี้ย่อมสามารถทำตนให้เป็นประโยชน์แก่หมู่คณะได้เป็นอย่างดี จึงนับว่าเป็นผู้มีเกียรติอย่างแท้จริง ฉะนั้น ผู้เป็นพลเมืองของประเทศชาติทุกคนจึงควรสร้างตนให้มีหลักฐาน มีความซื่อสัตย์สุจริต จึงสามารถ เป็นกำลังของบ้านเมืองได้โดยแท้

ประการที่ 3 ความเป็นผู้มีไมตรีต่อกัน คือ ความเป็นมิตรสหายกัน คนที่ไร้มิตรเมื่อมีกิจเกิดขึ้นก็ต้องขวนขวายทำตามลำพัง คนที่มีมิตรมากเพียงใด ชื่อว่า มีกำลังเพียงนั้น อีกอย่างหนึ่งไมตรีจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยธรรม 4 ประการคือ 1.ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กัน 2.เจรจากันด้วยคำไพเราะ 3.ช่วยกันทำกิจต่างๆ 4.วางตนสนิทสนมโดยความเป็นกันเอง ธรรม 4 ประการนี้ ผู้ฉลาดรู้จักใช้ให้เหมาะแก่กาลเวลาย่อมสามารถผูกไมตรีกับคนทั้งหลาย

คุณสมบัติพลเมือง 3 ประการ คือ ความเป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ ความเป็นผู้มีเกียรติ และความมีไมตรีต่อกัน ย่อมเป็นกำลังตั้งมั่นแห่งประเทศชาติ พลเมืองของประเทศชาติสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ย่อมพาให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ไม่เสื่อมถอยตกต่ำตลอดไป

คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด

โดย พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรวรวิหาร

ฤกษ์งามยามดี

9455477

ฤกษ์งามยามดี

“ในเรื่องฤกษ์งามยามดีนั้น พระพุทธเจ้าได้สอนว่า ประโยชน์ได้ล่วงเลย คนเขลาผู้มัวรอคอยเชื่อแต่ฤกษ์ยาม”

คอลัมน์ คำพระ
ว.วชิรเมธี