Honda Brio Amaze

Amaze-789555

Honda Brio Amaze สุดยอดรถนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ที่ทางฮอนด้า จัดสรรค์มาเพื่อคุณโดยเฉพาะ พร้อมดีไซน์ ในรูปแบบที่แสดงถึงตัวตนของเจ้าของที่แท้จริง ห้องโดยสารกว้างขวาง สวยงาม หรูหรา อย่างมีระดับ พร้อมที่เก็บสัมภาระด้านขนาดใหญ่ ที่จุได้ มากยิ่งขึ้น มาพร้อมเครื่องยนต์ i-VTEC 1.2 ลิตร 4 สูบ 90 แรงม้า และประหยัดน้ำมันถึง 20 กม./ลิตร มาพร้อมกับ อีโค่คาร์ หรือ รถรักษ์โลก สุขทั้งคนขับ สุขทั้งโลก นี้และคือชีวิต Honda บริษัทผลิตรถยนต์ส่วนบุคคลยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆของโลก ที่จะสร้างสรรค์รถยนต์รักษ์โลกให้มากยิ่งขึ้น อย่าง บริโอ อเมซ พวงมาลัยเพาเวอร์แบบไฟฟ้า EPS ง่ายต่อการควบคุมมั่นใจขณะขับขี่และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบกันสะเทือนหน้า เพิ่มการยึดเกาะถนน ด้วยระบบกันสะเทือนหน้าแบบแม็กเฟอร์สัน สตรัท อิสระ พร้อมเหล็กกันโคลง และระบบกันสะเทือนหลัง ทอร์ชั่นบีมแบบ H-SHAPE ลูกสูบออกแบบเพื่อลดการเสียดสีภายในกระบอกสูบเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญเชื้อเพลิงและประหยัดน้ำมัน SHIFTING CONTROL ระบบ Shifting Control of Cornering Gravity จะตรวจจับแรงเหวี่ยงของรถขณะเข้าโค้งเพื่อควบคุมความเร็วให้คงที่ เพิ่มความมั่นใจขณะขับขี่ เครื่องยนต์ SOHC i-VTEC 1.2 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 90 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิตสูงสุด 110 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พัฒนาภายใต้ EARTH DREAMS TECHNOLOGY ให้การประหยัดน้ำมันมากขึ้น AIRBAG ถุงลมนิรภัยด้านคนขับแบบ i-SRS และผู้โดสารด้านหน้าแบบ SRS ช่วงปกป้องและลดอาการขาดเจ็บของผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าเมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย จี-ฟอร์ซ คอนโทรล หรือ จี-คอน เสริมโครงสร้างเหล็กกล้าพิเศษ ช่วยดูดซับและกระจายแรงกระแทกออกไปตามโครงสร้างและผ่านมาตรฐานการทดสอบการชนที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยผ่านการทดสอบการชนด้านหน้าด้วยความเร็ว 55 กม./ซม. การชนด้านเฉียงที่ความเร็ว 64 กม./ซม. การชนด้านข้างความเร็ว 50 กม./ซม. และด้านท้ายที่ความเร็ว 50 กม./ซม.
Honda Brio Amaze

รุ่น V CVT ราคา 517,000.

รุ่น SV CVT ราคา 577,000.

อ่านข้อมูลเพิ่มได้ที่ http://www.automotor789.com/search/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/price-honda/

หลวงพ่อมุม วัดนาสัก

89985786527680

วัดนาสัก
ตั้งอยู่ ม.1 ต.นาสัก อ.สวี จ.ชุมพร วัดนาสัก เป็นวัดประจำตำบล และมีหลวงพ่อที่ชาวบ้านนับถือ 3 องค์ คือ หลวงพ่อสร หลวงพ่อศรีคง หลวงพ่อมุม ปัจจุบันเจ้าอาวาสวัดนาสัก คือ พระครูเมตตา ธรรมจารี
หลวงพ่อมุมมีนามเดิมว่า มุม จันทร์ประสูติ เกิดเมื่อ วันจันทร์ เดือน ๑๑ ปี จอ พ.ศ. ๒๔๔๑ ที่ตำบลปากมะยิง ใกล้กับวัดปากกิ้ว จ.นครศรีธรรมราช บิดาชื่อ นายเฟื่อง มารดาชื่อนางใหม่ ท่านเป็นลูกโทน ฐานะทางบ้านนับว่าเป็นผู้มีอันจะกินเพราะมีที่นาเป็นร้อยไร่ พอท่านมีอายุได้ ๑๑ ปี บิดาก็ถึงแก่กรรม ทำให้ท่านเกิดความสลดใจและเศร้าใจเป็นอย่างมาก ท่านอยู่กับมารดาจนมีอายุได้ ๑๘ ปี คืนหนึ่งท่านฝันเห็นบิดา ท่านก็มาคิดว่าท่านไม่เคยทดแทนบุญคุณบิดาเลย จึงคิดบวชทดแทนบุญคุณซึ่งมารดาก็ให้การสนับสนุน
ท่านจึงบวชเณรที่วัดท่าโพธิ์ จ. นครศรีธรรมราช โดยมี พระรัตนธัชมุนี ศรีธรรมราช (ม่วง) หรือเจ้าคุณวัดท่าโพธิ์ เป็นอุปัชฌาย์ เมื่อบวชเณรแล้วท่านได้ไปจำพรรษาที่วัดปากกิ้ว
หลังจากบวชเณรได้ ๑ ปี มารดาของท่านก็เสียชีวิตไปอีก ทำให้ท่านเล็งเห็นว่าโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ การบวชทำให้ท่านมีความสุขยิ่งกว่าทางโลกและเป็นการทดแทนบุญคุณบิดา-มารดา ด้วยท่านจึงตัดสินใจบวชไม่สึก ส่วนทรัพย์สมบัติที่ดินท่านก็ไม่ไยดี เป็นของนอกกาย ให้ญาติๆแบ่งกันไปหมด
พอท่านมีอายุครบ ๒๐ ปี ท่านก็ออกบวชเป็นพระภิกษุโดยมีอุปัชฌาย์รูปเดิมเป็นผู้บวชให้รับนามฉายา ว่า โฆสโก ซึ่งแปลว่า “ผู้มีเสียงก้อง” หมายถึงมีธรรมอันกว้างใหญ่ไพศาลถ้วนทั่วนั่นเอง ท่านจำพรรษาอยู่จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๘
*** ท่านได้ออกไปศึกษาหาความรู้ทางปริยัติธรรมเพิ่มเติมที่วัดบวรนิเวศวิหารโดยมาเรือมากับพระภิกษุอีกสองรูปคือ***
1 หลวงพ่อโอภาสี
2 พระอาจารย์วิจิตรกรณีย์ (หลวงปู่ยิ่ง) ท่านเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อมุม รูปหนึ่งด้วย
พ.ศ. ๒๔๗๘ เมื่อศึกษาจบในลำดับหนึ่ง ท่านได้ธุดงค์มากับหลวงปู่ยิ่ง และจำพรรษาที่วัดโพธิ์เกษตร อ.สวี จ.ชุมพร ส่วนหลวงพ่อโอภาสี ท่านได้แยกไปจำพรรษาที่อาศรมบางมด ธนบุรี
พ.ศ. ๒๔๘๑ ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านนา อ.เมือง จ.ชุมพร และเป็นเจ้าอาวาสจนถึง พ.ศ. ๒๔๙๐
พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านออกธุดงค์จำพรรษาอยู่ที่วัดกาญจนาราม อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี และธุดงค์ต่อไปถึงนครศรีธรรมราช แล้วย้อนกลับมาชุมพร
พ.ศ. ๒๔๙๓ จำพรรษาที่วัดนาสัก ขณะนั้นเป็นวัดนาสักเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์ หลวงพ่อเลื่อน วัดสามแก้วได้ให้นายภู่ เกตุสถิตย์ กรรมการวัดนิมนต์หลวงพ่อมุม มาเป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อสอนที่มรณภาพ อยู่ที่วัดนาสัก อ.สวี จ.ชุมพร จนกระทั้งมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒
ก่อนที่ท่านจะมรณภาพช่วงระยะเวลาหนึ่ง ได้มีการสร้างรูปเหมือนบูชาขนาดองค์จริงของหลวงพ่อมุมที่สำนักสงฆ์คนฑี ตั้งอยู่หมู่ 3 ต.บ้านนา อ.เมือง ชุมพร โดยมี พระอาจารย์ธรรม เป็นผู้จัดสร้างได้นิมนต์หลวงพ่อมุม ไปเจิมองค์รูปเหมือน หลวงพ่อมุมท่านได้กล่าวว่า ทำรูปเราไม่ได้ขอเราเลย อีกไม่นานหรอกเราก็คงต้องไป และท่านได้แจ้งให้พระลูกศิษย์คือหลวงพ่อบุญรอด ภาวโร วัดแก้วประชาราม (ทุ่งรี) ต.ท่าช้าง อ.เมือง จ.จันทบุรี ให้ทราบว่าท่านจะกลับแล้ว หลวงพ่อบุญรอด จึงได้สั่งหล่อรูปเหมือนขนาดองค์จริงมาไว้ที่วัดนาสัก เป็นองค์ประดิษฐานอยู่ที่วัดจนถึงปัจจุบันให้กับหลวงพ่อมุม
ขณะที่หลวงพ่อมุมอยู่โรงพยาบาลชุมพร โยมผู้อุปถากท่านคือตาอิง (กรรมการวัด) ท่านได้บอกให้ตาอิง เอาน้ำมารดตัวท่าน (ท่านกำลังสละทิ้งธาตุ) ท่านบอกตาอิงว่าจะไปแล้ว เวลาที่ไปคือเวลาที่หยุด ต่อมาไม่นานท่านก็ละสังขาร ตาอิงจึงดูที่นาฬิกาเห็นว่า มันหยุดเดิน จึงถามแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งเวลาหรือ แพทย์ให้พยาบาลไปดูเวลาในห้องแพทย์ นาฬิกาที่มีอยู่ทุกเรือนก็หยุดหมด แม้แต่เมื่อนำร่างหลวงพ่อมุมมาถึงที่วัด นาฬิกาของวัดนาสักก็หยุดและรวมถึงเมื่อตาอิงแจ้งข่าวให้ทางวัดโพธิเกษตรทราบข่าวการมรณภาพของหลวงพ่อมุมนาฬิกาของวัดก็หยุดด้วยเช่นกัน
หลวงพ่อมุม มรณภาพ เมื่อวันอังคารที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น.
นับพรรษาได้ ๗๑ พรรษา สิริอายุ ๙๑ พรรษา ปัจจุบันทางวัดได้เก็บร่างของท่านไว้ในโลงแก้ว เพื่อให้ผู้ที่ศิษยานุศิษย์ได้มากราบไหว้ ซึ่งได้กำหนดให้ทุกวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปีเป็นวันทำบุญอุทิศให้หลวงพ่อมุม
คาถาอาราธนาวัตถุมงคลของหลวงพ่อมุม โฆสโก
อิติปิโส ภควา พุทธัง ธรรมมัง สังฆัง อาราธนานัง อธิฐามิ
หลวงพ่อไม่ได้พูดสอนอะไรมากหรอก แค่ทำให้เราดู เป็นอยู่อย่างสมณะผู้เรียบง่าย ไม่ยึดถือยศศักดิ์ใดๆ รู้จักทดแทนคุณบิดามารดา มีน้อยใช่น้อย มีมากแบ่งปัน เสียสละรู้จักการให้ จากไปทิ้งธรรมสังขาร ให้ลูกหลานได้สังวร

เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๕๓๘ นายพล

9841111

ในปี๒๕๓๘ มีคณะศิษยานุศิษย์นำโดยนายพลโทสุทิน เอมะพัฒน์(ยศขณะนั้น) ได้ร่วมกันสร้างเหรียญหลวงพ่อทองถวายในโอกาสเลื่อนยศทางทหาร เป็นเหรียญเนื้อทองแดงรมดำจำนวน ๗,๐๐๐ เหรียญ ด้านหน้าผิดกับปี ๒๕๓๖ เล็กน้อย ส่วนด้านหลังไม่เขียนบอกปี พ.ศ.ที่สร้าง ใต้ยันต์มีรูปมงกุฎครอบดาว ๒ ดวงบอกถึงยศทางทหาร จึงเรียกเหรียญรุ่นนี้ว่า “รุ่นนายพล”ตามยศของผู้สร้าง

เหรียญหลวงพ่อทอง ๒๕๓๖

12395678

หลังจากที่พระสมุห์สว่าง ถาวรจิตฺโต ได้ลาสิกขาบท ก็มีเจ้าอาวาสปกครองมาเป็นลำดับจนมาถึง พระสมุห์แช่ม อตฺตสนฺโต เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน(รับตำแหน่งเจ้าอาวาสปี ๒๕๒๖) เห็นว่าอุโบสถชำรุดลงมากจึงร่วมกับศาสนิกชน บูรณะซ่อมแซมอุโบสถเสียใหม่ในปลายปี ๒๕๓๖ ในครั้งนั้นเช่นเดียวกันได้สร้างเหรียญหลวงพ่อทองเป็นเนื้อทองเหลืองจำนวน ๕,๐๐๐ เหรียญ เพื่อเป็นที่ระลึกในงานยกช่อฟ้าอุโบสถ โดยมีคณาจารย์เกจิสายใต้ทำพิธีพุทธาภิเษก รูปเหรียญทั้งด้านหน้าและด้านหลังผิดกับปี ๒๕๐๘ เล็กน้อย(เพื่อเป็นตำหนิ) มีขนาดหนากว่าและเปลี่ยนปี พ.ศ.จาก ๒๕๐๘ เป็น ๒๕๓๖

หลุดภาพ Honda Jazz ใหม่

jazz200789
ภาพ Honda Jazz หรือเรียก Honda Fit ในตลาดญี่ปุ่นที่จะเปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 สร้างเสียงฮือฮาไม่น้อยสำหรับแฟนๆ Honda Jazz ทั่วโลก โดยมาพร้อมขุมพลังเบนซิน 1.0 ลิตรเทอร์โบใหม่ ภาพที่ปรากฏอยู่ขณะนี้เป็นภาพของนิตยสารญิปุ่น ซึ่งได้เผยให้เห็นถึงรูปตัดต่อของ Honda Jazz ที่ยังคงใช้ตัวถังในรุ่นปัจจุบัน แต่มาพร้อมรูปลักษณ์ด้านหน้าคล้ายซีวิคโฉมใหม่ที่เปิดตัวก่อนหน้านี้ พร้อมติดตั้งไฟหน้าแบบ LED ออกแบบเฉียบคมขึ้น และยังได้ลดน้ำหนักตัวรถลดไปถึง 30 กิโลกรัม Honda Jazz โฉมใหม่ดังกล่าวคือเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบไดเร็คอินเจคชั่น 3 สูบ ความจุ 1.0 ลิตร วางจำหน่ายควบคู่กับเครื่องยนต์ไฮบริด 1.5 ลิตร

แนะนำข่าวใหม่ๆของรถยนต์โดย carmagazineonline

Nissan Almera NISMO Package

Nissan-Almera-NISMO-Package-789999

ราคา NISMO Aero Package

NISMO รุ่น E CVT ราคา 538,000 บาท

NISMO รุ่น EL CVT ราคา 579,000 บาท

NISMO รุ่น VL CVT ราคา 655,000 บาท

ชุดแต่ง NISMO Performance Package

สามารถติดตั้งเพิ่มได้ + ราคา 96,000 บาท

Nissan Almera NISMO Package มาพร้อม 3 สีตัวถังให้เลือก

– สีเงิน Brilliant Silver
– สีดำ Black Star
– สีขาวมุก White Pearl

ภายนอก

– ชุดสเกิร์ตด้านหน้า-ข้าง-หลัง ตัดด้วยสีเทาแดง
– สปอยเลอร์หลัง สีเทา
– แถบสีแดงบนฝาครอบกระจกมองข้าง
– ไฟ Daytime Running Lights ที่ชุดสเกิร์ตหน้า

ภายใน

– จูนอัพระบบช่วงล่างใหม่ by NISMO
– สปริงและช็อคอัพใหม่ จาก NISMO
– ชุดท่อไอเสียใหม่ S-Flow Stainless Steel
– ลดความสูงด้านหน้าลง 40 มิลลิเมตร ด้านหลัง 20 มิลลิเมตร
– ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้วสีดำตัดสีเงิน พร้อมยาง ขนาด 205/50 R16

ออกใหม่ Honda UR-V

ภาพดังกล่าวได้เผยแพร่โดยเว็บรถยนต์ชื่อดังแดนมังกร ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นต้นแบบ SUV รุ่นใหม่โดยใช้ชื่อว่า Honda UR-V ในฐานะรถยนต์ Mid-Size SUV ซึ่งจะได้รับการออกแบบคล้ายกับต้นแบบให้มากที่สุดพร้อมระบบความปลอดภัยสูงเทียบชั้น Premium SUV ครื่องยนต์ Honda UR-V คาดว่าจะมา 2 บล๊อกได้แก่ เครื่องเบนซิน I-VTEC 2.4 ลิตร และเครื่องเบนซิน VTEC Turbo 2.0 ลิตพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD

Honda-UR-V12354

สำหรับข้อมูลอื่นๆยังไม่ได้เปิดเผยมาก ราคาของ Honda UR-V ประมาณ 250,000 – 425,000 หยวน หรือ ราว 1,356,000 – 2,305,000 บาท

Honda BR-V เคาะราคาเบาๆ 7.5 แสน

Honda-BR-V789

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ Honda BR-V รถยนต์ครอสโอเวอร์ขนาดเล็กในงาน Gaikindo International International Auto Show (GIIAS) 2015 ประเทศอินโดนีเชียในวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาสร้างเสียงฮือฮาในวงการรถยนต์ครอสโอเวอร์โซนเอเซียอย่างมาก ล่าสุด Honda BR-V ได้เปิดตัวที่ประเทศไทยในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2015 ทำเอาแฟนๆ Honda เมืองไทยต้องให้ความสนใจกับครอสโอเวอร์ที่จะมาทำตลาดคู่กับ HR-V ด้วยราคาและขนาดไกล้เคียงกัน Honda BR-V รถยนต์อเนกประสงค์ครอสโอเวอร์ (Crossover Utility Vehicle) ติดตั้งเบาะ 3 แถวสามารถรองรับได้มากถึง 7 ที่นั่งกว้างขวางกว่าโดยเฉพาะการออกแบบภายนอก ตกแต่งด้วยซุ้มล้อและชายประตูสีดำ พร้อมล้ออัลลอยขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มความสปอร์ตมากขึ้น ขนาดมิติตัวรถ ยาว x กว้าง x สูง : 4,455 x 1,735 x 1,650 mm. ระยะฐานล้อ : 2,660 mm. ความกว้างล้อคู่หน้า / คู่หลัง : 1,500 x 1,500 mm. ระยะต่ำสุดจากพื้น : 200 mm. ภายนอก BR-V ได้รับการออกแบบสปอร์ต เช่นการติดตั้ง โปรเจคเตอร์พร้อมไฟหรี่แบบ LED และไฟท้ายแบบ LED รูปตัว C พร้อมล้ออัลลอยใหม่ ขนาด 16 นิ้ว

ข้อมูลเพิ่มเติมอ่านต่อได้ที่ ราคารถยนต์ใหม่ทุกยี่ห้อ

หลวงพ่อชื่น เขมจารี วัดกลางคูเวียง จังหวัดนครปฐม

14414
“หลวงพ่อชื่น เขมจารี” อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางคูเวียง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ต.สัมปทวน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง อีกทั้งเป็นหมอยาตำรับแผนโบราณ รักษาให้กับคนทั่วไปโดยไม่ได้เรียกร้องค่าตอบแทน

ประวัติหลวงพ่อชื่น เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 19 พ.ค.2445 ที่บ้านกลาง หมู่ 3 ต.สัมปทวน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นบุตรของนายฝอยและนางวัน ทุยเวียง ประกอบอาชีพทำนา

เมื่ออายุ 21 ปี เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสัมปตาก ซึ่งอยู่ใกล้กับวัดกลางคูเวียง เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2465 โดยมีพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ ขันธโชติ) วัดกลางบางแก้ว เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดหล่อ วัดกลางบางแก้ว เป็นพระกรรม วาจาจารย์ และพระอธิการมา วัดลานตากฟ้า เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า เขมจารี

หลังจากนั้น ท่านได้มาจำพรรษาอยู่วัดกลางคูเวียง โดยได้ศึกษาพระปริยัติธรรม พร้อมกับศึกษาการแพทย์แผนโบราณ ท่านมีความรู้ทางอักษรไทย และภาษามคธ แตกฉานในอรรถธรรม ต่อมาได้ไปศึกษาภาษาขอมและวิทยาคมกับหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ได้เรียนคู่กับ หลวงพ่อเพิ่ม วัดกลางบางแก้ว

นอกจากนี้ ยังมีความรู้พิเศษในทางวิปัสสนาธุระเป็นอย่างดียิ่ง ต่อมาเมื่อวันที่ 12 เม.ย.2472 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดกลางคูเวียง และเริ่มก่อสร้างบูรณปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ รวมทั้งเริ่มรักษาโรคให้ชาวบ้านที่ได้รับความเจ็บป่วย โดยมิได้เรียกค่ารักษาใดๆ

สำหรับตำรับตำรายารักษาโรคเหล่านั้น ท่านศึกษาเล่าเรียนจาก “หมอเทียนสาลีเวียง” หมอโบราณที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการรักษาโรค การดูฤกษ์ยาม ทำนายโชคชะตา

ครั้นถึง พ.ศ.2479 ท่านได้หาเงินสร้างอุโบสถใหม่แทนหลังเดิม ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ทำด้วยไม้กระดาน ชำรุดจนไม่สามารถใช้ทำสังฆกรรม พร้อมกับสร้างพระประธานองค์ใหม่ พระอัครสาวก พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตร

ต่อมาท่านซื้อที่ดินขยายเขตวัดออกไปอีกทางด้านเหนือ เพื่อใช้เป็นที่ปลูกสร้างโรงเรียนประชาบาล คือ โรงเรียนวัดกลางคูเวียง (พันธุลาภอนุสรณ์) ซึ่งแต่เดิม ต้องอาศัยศาลาการเปรียญของวัดเป็นที่ศึกษาเล่าเรียน

อีกทั้ง ท่านยังได้ก่อสร้างกุฏิขึ้นอีกหลายหลัง โดยเป็นผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด และลงมือทำเองอีกด้วย

หลวงพ่อชื่น เริ่มสร้างพระเครื่องและวัตถุมงคลเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.2479 ซึ่งเป็นปีที่ท่านสร้างโบสถ์หลังใหม่ทดแทนโบสถ์หลังเดิมที่เป็นไม้ โดยสร้างวัตถุมงคลเนื้อชินผสมดีบุกใช้มวลสารหลักจากเงินเก่าที่อยู่ในหลุมลูกนิมิตโบสถ์หลังเดิม สร้างขึ้น 4 รูปแบบ คือ พระปิดตา พระนางพญา พระปางลีลา และนางกวัก

ต่อมาในปี พ.ศ.2481 สร้างวัตถุมงคล “รุ่นอินโดจีน” ซึ่งถือว่าเป็นรุ่น 2 เพื่อนำรายเป็นทุนสร้างศาลาการเปรียญ และซื้อที่ดินขยายเขตวัดเพิ่ม วัตถุมงคลที่สร้างขึ้นมีเสื้อยันต์ ผ้ายันต์วัวธนู พระสมเด็จผงพุทธคุณ พระหลวงพ่อโตซุ้มเถาวัลย์เนื้อดิน และเครื่องรางรูปเสือ เนื้อผงพุทธคุณ

หลังจากปี พ.ศ.2481 ท่านสร้างวัตถุมงคลอีกหลายรูปแบบโดยเจตนาเพื่อบรรจุกรุ อาทิ เครื่องรางรูปเสือ สิงห์ พระสมเด็จ พระสมเด็จทรงสิงห์ โดยสร้างด้วยเนื้อผงเป็นหลัก แต่ท่านได้แกะพิมพ์ และกดพิมพ์พระด้วยตัวเอง

ในปี พ.ศ.2506 สร้างเหรียญรูปเหมือนด้วยเนื้อทองแดงผิวไฟ ท่านได้จารด้วยตัวเองทุกเหรียญ ถือเป็นเหรียญรุ่นแรกและรุ่นเดียว

กล่าวขวัญกันว่า เครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลของหลวงพ่อชื่น มีพุทธคุณโดดเด่นในด้านแคล้วคลาดปลอดภัย และคงกระพัน

พ.ศ.2506 หลวงพ่อชื่น ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรที่ “พระครูโสภณสาธุการ”

ในช่วงท้ายของชีวิต ท่านเผยแผ่พระธรรมวินัยให้แก่พุทธบริษัท นำไปปฏิบัติเพื่อเป็นการปลูกศรัทธา ตลอดจนได้รักษาโรคให้กับผู้เจ็บป่วยอย่างมิเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย กระทั่งหลวงพ่อชื่น มรณภาพลงอย่างสงบ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.2514 เวลา 20.05 น. สิริอายุ 69 ปี พรรษา 49

ในช่วงเวลาที่ตั้งศพบำเพ็ญกุศล มีผู้มีจิตศรัทธาและและเคารพเลื่อมใสท่าน จับจองเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมเกินกว่า 100 วัน

กาลต่อมา หลวงพ่อเชิญ ในฐานะศิษย์เอก เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของหลวงพ่อชื่น ด้วยการก่อสร้างกุฏิโสภณสาธุการ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดี พร้อมกับสร้างเจดีย์ทองบรรจุศพหลวงพ่อชื่น ภายในกุฏิ เพื่อให้บรรดาผู้ที่เคารพเลื่อมใสได้มากราบไหว้บูชาเป็นสิริมงคล โดยได้ทำพิธีบรรจุศพหลวงพ่อไว้ในพระเจดีย์ทอง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 ส.ค.2524 เวลา 09.29 น.

ทุกปีในวันที่ 21 เม.ย. วัดกลางคูเวียง จัดงานคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อชื่น เพื่ออุทิศส่วนกุศลและรำลึกถึงคุณงามความดี

หลวงพ่อบุญมา โชติธมฺโม วัดบ้านแก่ง จังหวัดปราจีนบุรี

7777770
โลกยุคใหม่เจริญก้าวหน้าขึ้น สิ่งลี้ลับและความอาถรรพ์ต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลง สมัยก่อนพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ละรูปล้วนมีชื่อเสียง สาธุชนคนใจบุญรู้จักกันถ้วนทั่ว และพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น และพระดีนั้นก็ย่อมไม่อวดอ้างคุณความดี ทำให้มองไปว่าพระเกจิอาจารย์ยุคใหม่หายากที่บ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน หมู่ ๓ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี

มีผู้ไปพบพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเรืองวิชาอาคมจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน ความเล่าลือปากต่อปาก และจากประสบการณ์ทางวัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นมาแสดงพลังอิทธิปาฏิหาริย์อยู่ยงคงกระพัน ชื่อเสียงของ “พระครูสุนทรโชติธรรม” หรือ หลวงพ่อบุญมา โชติธมฺโม ค่อย ๆ เริ่มปรากฏและโด่งดังในพื้นที่อย่างรวดเร็วเมื่อกาลเวลาผ่านมา

ย้อนอดีต…ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๓ ตรงกับวันอังคารที่ ๗ พฤศจิกายน ปีเถาะ ครอบครัว “จิตศรี” โดย นายพ่วง และ นางทองคำ จิตศรี ไผ่เจริญ ได้บุตรคนที่สองของครอบครัว คนแรกเป็นผู้หญิงชื่อ เด็กหญิงเลียบ จิตศรี คนที่สองตั้งชื่อเรียกขานว่า เด็กชายบุญมา จิตศรี และหลังจากให้กำเนิดเด็กชายบุญมาแล้ว ปีต่อ ๆ มานางทองคำได้ให้กำเนิดสมาชิกในครอบครัวอีก ๒ คน คือ เด็กชายสุวิทย์ และ เด็กหญิงสมหมาย จิตศรี รวมลูก ๔ คน สมาชิกทั้งบ้าน ๖ คน

ทั้งนายพ่วงและนางทองคำ มีอาชีพทำนา ฐานะทางบ้านก็พอมีพอกินปานกลาง แต่มาระยะหลังมีลูก ๔ คน ทำให้อาหารการกินฝืดเคือง เด็กชายบุญมาเจริญวัยตามกาลเวลา จวนจบกระทั่งถึงวัยที่จะต้องได้รับการศึกษาเล่าเรียน ผู้เป็นพ่อส่งเด็กชายบุญมาให้ไปอยู่กับ หลวงพ่อเขียน หรือ พระครูประสารวุฒิคุณ เจ้าอาวาสวัดบ้านกุง ซึ่งเด็กชายบุญมามีศักดิ์เป็นหลานของหลวงพ่อเขียน สมัยนั้นหลวงพ่อเขียนเป็นพระเกจิอาจารย์เก่งทางด้านอยู่ยงคงกระพัน

เด็กชายบุญมาอยู่รับใช้หลวงพ่อเขียน และศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนวัดบ้านกุง จนกระทั่งจบการศึกษาประชาบาลชั้นประถมปีที่ ๓ นายพ่วงผู้เป็นพ่อก็ไปรับตัวกลับให้มาอยู่กับ “หลวงปู่เอี่ยม” พระเกจิอาจารย์ที่มีคนให้ความเคารพนับถือกันมาก ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อใหญ่” หลวงปู่เอี่ยมนั้น มีวิชาอยู่ยงคงกระพันชาตรี หลวงปู่เอี่ยม รับเด็กชายบุญมาไว้เป็นลูกศิษย์แล้วก็ส่งให้เรียนต่อชั้นประถมปีที่ ๔ จนจบพอโตเป็นหนุ่มหลวงปู่เอี่ยมก็สอนวิชาอาคม ให้ร่ำเรียนอักขระวิชาต่าง ๆ ฝึกให้ทำจิตให้เป็นสมาธิ สอนการนั่งวิปัสสนากรรมฐานขั้นต้นให้

นายบุญมาใช้ชีวิตทางโลกอยู่จนกระทั่งอายุ ๒๕ ปี เข้าวัยเบญจเพศจึงหันหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เป็นศิษย์พระตถาคตเจริญรอยตามพระพุทธองค์ โกนหัวปวารณาตัวอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดทุ่งแฝก หมู่ ๒ ตำบลกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยมี พระครูศรีวิเลิศ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์สวัสดิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการกรอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า“โชติธมฺโม”

เมื่อบวชแล้ว ภิกษุหนุ่มนามบุญมาก็ศึกษาพระธรรมวินัย จนสามารถสอบนักธรรมเอกได้ในเวลาต่อมา จังหวะนั้นเองทางวัดบ้านแก่ง ว่างสมภารลง หลวงพ่อใหญ่ก็ได้สั่งให้ พระอธิการบุญมา มาเป็นสมภารวัดบ้านแก่ง สืบแทนหลวงพ่อทองดีที่มรณภาพ พระอธิการบุญมา พอ
มาอยู่วัดบ้านแก่ง ก็ทำนุบำรุงพัฒนาวัดตามแต่อัตภาพ

สมัยนั้นวัดบ้านแก่งและหมู่บ้านค่อนข้างทุรกันดาร ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึง ความเป็นอยู่ของชาวบ้านไม่ค่อยดี วัดก็เลยไม่รุ่งเรืองตามสภาพ ขณะอยู่วัดพระอธิการบุญมาก็ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน โดยเฉพาะพระกรรมฐานนั้น พระอธิการบุญมาให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้รับถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่เอี่ยมนำมาปฏิบัติด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด

หลวงพ่อบุญมาทำกรรมฐานโดยกำหนดเอาแสงสว่างจากเปลวเทียนเป็นหลัก เพ่งกสิณจากเปลวแสงเทียนที่เรียกกันว่า “เตโชกสิณ” คือ การทำสมาธิจิตเพ่งแสงสว่างแห่งเปลวไฟ ภิกษุที่ทำได้ต้องมีสมาธิมั่นตั้งอยู่ในกรรมฐาน กำหนดเอาธาตุทั้ง ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นมั่นคง แล้วพุ่งกระแสจิตสู่สิ่งที่กำหนดนั้น จนดวงจิตสงบนิ่งบังเกิดความสว่างขึ้นกลางมโนจิต อันเป็นการบรรลุมรรคผลในระดับหนึ่ง นั่นคือการสามารถกำหนดจิตให้เป็นสมาธิอันแน่วนิ่งและมั่นคงได้ จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบของการบำเพ็ญพระกรรมฐานและการทำกสิณ หลวงพ่อบุญมา เพ่งกสิณเพ่งเปลวเทียนอยู่นาน กว่าจะบรรลุมรรคผลก็เล่นเอาดวงตาข้างขวาของท่านเสียเกือบจะบอดเลยทีเดียว

หลวงพ่อบุญมา พัฒนาวัดบ้านแก่งมาตลอดจนสามารถสร้างกุฏิ สร้างศาลาการเปรียญ และสร้างโบสถ์ใหม่ได้สำเร็จ ทำการยกช่อฟ้าอุโบสถและผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิตในปี ๒๕๓๘ ล่าสุดท่านกำลังสร้างซุ้มประตูเข้าโบสถ์และงานที่สำคัญของหลวงพ่อ คือ ท่านตั้งใจจะพัฒนาถนนหนทางเข้าวัดให้ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นลูกรัง รถวิ่งฝุ่นฟุ้งอยู่ทุกวันนี้ เพื่อที่สาธุชนจะได้ไปมาหาสู่สะดวกสบายขึ้นโลกยุคใหม่เจริญก้าวหน้าขึ้น สิ่งลี้ลับและความอาถรรพ์ต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลง สมัยก่อนพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองวิชาอาคมมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่ละรูปล้วนมีชื่อเสียง สาธุชนคนใจบุญรู้จักกันถ้วนทั่ว และพระเกจิอาจารย์เหล่านั้นก็ล้วนแต่เป็นพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น และพระดีนั้นก็ย่อมไม่อวดอ้างคุณความดี ทำให้มองไปว่าพระเกจิอาจารย์ยุคใหม่หายาก
ที่บ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน หมู่ ๓ อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มีผู้ไปพบพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเรืองวิชาอาคมจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านแก่ง ตำบลวังตะเคียน ความเล่าลือปากต่อปาก และจากประสบการณ์ทางวัตถุมงคลที่ท่านสร้างขึ้นมาแสดงพลังอิทธิปาฏิหาริย์อยู่ยงคงกระพัน ชื่อเสียงของ “พระครูสุนทรโชติธรรม” หรือ หลวงพ่อบุญมา โชติธมฺโม ค่อย ๆ เริ่มปรากฏและโด่งดังในพื้นที่อย่างรวดเร็วเมื่อกาลเวลาผ่านมา

หลวงพ่อบุญมาทำกรรมฐานโดยกำหนดเอาแสงสว่างจากเปลวเทียนเป็นหลัก เพ่งกสิณจากเปลวแสงเทียนที่เรียกกันว่า “เตโชกสิณ” คือ การทำสมาธิจิตเพ่งแสงสว่างแห่งเปลวไฟ ภิกษุที่ทำได้ต้องมีสมาธิมั่นตั้งอยู่ในกรรมฐาน กำหนดเอาธาตุทั้ง ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นมั่นคง แล้วพุ่งกระแสจิตสู่สิ่งที่กำหนดนั้น จนดวงจิตสงบนิ่งบังเกิดความสว่างขึ้นกลางมโนจิต อันเป็นการบรรลุมรรคผลในระดับหนึ่ง นั่นคือการสามารถกำหนดจิตให้เป็นสมาธิอันแน่วนิ่งและมั่นคงได้ จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบของการบำเพ็ญพระกรรมฐานและการทำกสิณ หลวงพ่อบุญมา เพ่งกสิณเพ่งเปลวเทียนอยู่นาน กว่าจะบรรลุมรรคผลก็เล่นเอาดวงตาข้างขวาของท่านเสียเกือบจะบอดเลยทีเดียว

หลวงพ่อบุญมา พัฒนาวัดบ้านแก่งมาตลอดจนสามารถสร้างกุฏิ สร้างศาลาการเปรียญ และสร้างโบสถ์ใหม่ได้สำเร็จ ทำการยกช่อฟ้าอุโบสถและผูกพัทธสีมา ปิดทองฝังลูกนิมิตในปี ๒๕๓๘ ล่าสุดท่านกำลังสร้างซุ้มประตูเข้าโบสถ์และงานที่สำคัญของหลวงพ่อ คือ ท่านตั้งใจจะพัฒนาถนนหนทางเข้าวัดให้ดีขึ้น ไม่ใช่เป็นลูกรัง รถวิ่งฝุ่นฟุ้งอยู่ทุกวันนี้ เพื่อที่สาธุชนจะได้ไปมาหาสู่สะดวกสบายขึ้น